antibiotics ยาปฎิชีวนะ ยิ่งกินยิ่งป่วย

Antibiotics ยาอันตราย ที่หลายคนใช้ราวกับเป็นยาแก้ปวด แค่ 1 โดสก็ทำให้ร่างกายรวนได้นะคะ เพราะมันคือ broad spectrum ที่กำจัดทุกสายพันธุ์ที่จำเป็นและสำคัญมากต่อการมีสุขภาพที่ดี และระบบฮอร์โมนที่ปกติ ในร่างกายเรามีทั้ง

แบคทีเรีย ยีสต์ โปรโตซัว ปรสิต ไวรัส และ archaea นะคะ ถ้าเสียสมดุลย์ส่วนใดส่วนนึงก็ทำให้ระบบรวนค่ะ การกินยาปฎิชีวนะ หรือ antibiotics เป็นการทำลายล้างเผ่าพันธุ์ของแบคทีเรียในร่างกาย ทั้งดีและไม่ดี จึงส่งผลต่อสุขภาพโดยตรงค่ะ ในบางคนหลังจากใช้ยาแล้วอาจเกิดยีสต์บนผิวหนังคือผดผื่นแดงคัน ในช่องคลอด หรือคันหูเพราะอักเสบ ท้องอืด ท้องผูก หรือท้องเสียรุนแรง เนื่องมาจากแบคทีเรียในร่างกายเสียสมดุลย์ค่ะ

หลายๆคน เวลาได้ยินคำว่าแบคทีเรียในลำไส้ หรือ gut bacteria ก็จะนึกถึงแค่ว่ามันทำหน้าที่แก้ท้องผูก แต่ความจริงแล้วมันสำคัญมากกว่านั้นเยอะค่ะ แบคทีเรียในลำไส้ทำหน้าที่ หลายอย่าง ตั้งแต่ย่อยอาหาร ผลิต กรดไขมันแบบสั้นที่จำเป็นต่อร่างกายเพื่อใช้เป็นพลังงานในลำไส้ ผลิตวิตามิน และแร่ธาตุต่างๆได้ folates,K,B2ที่ป้องกันโรคปากนกกระจอก เวลาหลายคนเป็นก็นึกว่ากินข้าวไม่พอ แต่แท้จริงมาจากลำไส้ไม่แข็งแรงมีแบคทีเรียในลำไส้ไม่สมดุลย์ค่ะ ,B12ที่สำคัญต่อระบบประสาท และ biotin หรือ B7 ที่บำรุงผม ผิวหนัง และเล็บให้สวยแข็งแรงนะคะ 

นอกจากนั้นแล้วแบคทีเรียในลำไส้ยังส่งผลต่อระบบภูมิคุ้มกัน และระบบประสาท enteric ซึ่งเป็นระบบประสาทอัตโนมัติทำหน้าที่ควบคุมการไหลเวียนของเลือด การหลั่งและถ่ายเทเยื่อเมือก ปรับระบบภูมิคุ้มกันและการหลั่งฮอร์โมน ระบบการเคลื่อนไหวของร่างกา อีกทั้งยั้งส่งผลต่อการบีบตัวของลำไส้ ทำให้ไม่ท้องผูก หรือท้องเสีย แบบไม่ปกติด้วยค่ะ 

นอกจากนี้แล้วแบคทีเรียในลำไส้ยังส่งผลต่อสมอง ที่เรียกว่า gut-brain axis คือลำไส้เชื่อกับสมองได้ผ่านระบบประสาทส่วนกลาง ค่ะ นั่นคือ แบคทีเรียในลำไส้ส่งผลต่อการผลิตฮอร์โมนที่ส่งผลให้เกิด ความวิตกกังวล หรือที่เรียกว่า anxiety และความผิดปกติทางอารมณ์ได้แก่ อาการซึมเศร้า และความเครียด นอกจากนั้นแล้วจากผลสำรวจคนที่เป็นโรค autism และ โรค พาร์คินสัน ก็มีแบคทเรียในลำไส้ไม่สมดุลย์ค่ะ 

แบคทีเรียในลำไส้สามารถผลิต กรดอะมิโนให้เป็น สารสื่อประสาทได้หลายตัว ตั้งแต่ GABA และ serotonin ที่ส่งผลต่ออารมณ์ ถ้ามีน้อยก็ อารมณ์แปรปรวนและวิตกกังวลง่ายหรือ mood disorder กับ anxity นะคะ นอกจากนั้นแล้วคือ histamine ส่งผลให้ตื่นตัว และ L-DOPA(ที่ใช้รักษาอาการพาร์คินสัน) 

เริ่มจากเมื่อมันย่อย ไฟเบอร์พวก prebiotics และก็เยื่อเมือกบนผนังลำไส้ แล้วก็ผลิต short chain fatty aicids มีหลายตัวนะคะ หลักๆคือ acetate, propionate, และbutyrate เพื่อใช้เป็นพลังงานในลำไส้ค่ะ 

เรามาเริ่มกันที่ butyrate ค่ะว่าใช้ทำอะไรบ้างก็ได้แก่ ใช้เป็นพลังงานหลักในลำไส้เลย ใช้กำจัดเซลล์ที่เสื่อมก่อนจะกลายเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่นะคะ และยังทำให้เกิดการสังเคราะห์กลูโคสเพื่อใช้เป็นพลังงานในลำไส้อีกด้วย นอกจากนั้นแล้วก็ยังช่วยรักษาระดับออกซิเยนในลำไส้ใหญ่เพื่อให้แบคทีเรียที่ดีและไม่ดีให้มีความสมดุลย์นะคะ เพราะถ้าแบคทีเรียที่ดีมีน้อย ก็จะเป็นโอกาสให้แบคทีเรียที่ไม่ดี และยีสต์ หรือเชื้อราเจริญเติบโตมากกว่าและก่อให้เกิดโรคต่างๆได้ค่ะ ทั้งนี้ เริ่มจากลำไส้ ไปถึง ผิวหนัง ช่องคลอด ช่องหูนะคะ  ถ้าแบคทีเรียไม่ดีมีเยอะในลำไส้ ก็ส่งผลให้เราย่อยและดูดซึมอาหารได้ไม่ดี ขาดสารอาหารโดยเฉพาะวิตามินบีทั้งหลายที่ส่งผลต่อระบบประสาท และการผลิตพลังงานของร่างกาย จะทำให้ร่างกายรู้สุกอ่อนเพลียง่าย ท้องอืด ท้องผูก ปวดท้อง คลื่นไส้ บางทีก็ท้องเสีย แบบมีไขมันออกมาด้วยเพราะลำไส้ไม่ดูดซึมค่ะ  ถ้าปล่อยไว้นานๆ ผนังลำไส้ก็จะอักเสบ และมีเชื้อโรคหลุดรอดผ่านเข้ากระแสเลือดทำให้เราติดเชื้อในกระแสเลือดได้ค่ะ ถ้าเป็นแบบนั้นก็เกิดโรคอื่นตามมาเยอะเลยค่ะ ทั้งโรคผิวหนัง ระบบประสาท ฮอร์โมนไม่สมดุลย์ แพ้ภูมิตัวเอง เบาหวาน ความดัน หัวใจ หอบหืด ภูมิแพ้เรื้อรัง  คนที่เป็นโรคต่างๆเหล่านี้ ถ้าไปตรวจแบคทีเรียในลำไส้จะเห็นได้ว่าไม่สมดุลย์และมีการอักเสบของผนังลำไส้ค่ะ

ต่อมาคือ propionate จะถูกส่งไปยังตับเพื่อช่วยในการผลิตกลูโคสจาก ไกลโคเจนที่สะสมไว้ เรียกว่ากระบวนการ gluconeogenesis และอีกอันคือส่งสัญญาน ความอิ่ม หลายคนอาจเคยได้ยินชื่อ ฮอร์โมนนี้แล้วนะคะว่าชื่อ leptin ผลิตโดยเซลล์ไขมันในลำไส้เล็ก ฮอร์โมนนี้ทำหน้าที่ควบคุมการรับพลังงานในร่างกายค่ะ ว่าอิ่มแล้ว หยุดหิวได้ 

สุดท้ายคือ acetate ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการดึงพลังงานจากไขมันมาใช้ และส่งผลต่อการเพิ่มจำนวนของแบคทีเรียที่ดีในลำไส้ นะคะ

ถ้าเรามี short chain fatty acids หรือ SCFA ในลำไส้พอเพียงก็จะลดอัตราเสี่ยงการเป็นโรคต่างๆได้โดยเพาะโรคอ้วน และเบาหวานค่ะ คนที่กินตลอด กินไม่รู้จักอิ่มเนื่องมาจาก leptin resistant และ อาจเกิด insulin resistant คู่กันด้วยนะคะ วิธีแก้คือปรับสมดุลย์แบคทีเรียในลำไส้ด้วยการปรับ lifestye หรือการใช้ชีวิตค่ะ 

อาหารที่เรากินส่งผลต่อชนิดและปริมาณของแบคทีเรียที่ดีในลำไส้นะคะ สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงได้แก่สารให้ความหวานแทนน้ำตาล ได้แก่ sucralose, aspartame, และ saccharin ค่ะ และ emulsifier ที่ใส่ในผลิตภัณฑ์อาหารจากโรงงาน เช่นในขนม นมถั่วต่างๆ โยเกิร์ต ซ้อส ไอติม และอีกมากมาย ก็ทำให้แบคทีเรียที่ดีในลำไส้ลดความหลากหลาย หรือที่เรียกว่า diversity ลงนะคะ

นอกจากนั้นแล้ว การกินอาหารแบบจำกัด หรือกินอาหารไม่หลากหลาย เป็นเวลานานก็ส่งผลต่อชนิดของแบคทีเรียที่ดีค่ะ ได้แก่การกินสำหรับคนที่เป็นโรคลำไส้แปรปรวน ซึ่งไม่สามารถย่อย resistant starch ได้ ก็จะเลี่ยงอาหารพวก fodmap ที่ทำให้เกิดแก๊สเยอะและปวดท้อง พองดอาหารที่จำเป็นต่อแบคทีเรียในลำไส้ไปนานๆก็จะทำให้ความหลากหลายของแบคทีเรียลดลงค่ะ

นอกจากอาหารแล้ว ยา หรือสารเคมีก็ส่งผลต่อชนิดและปริมาณของแบคทีเรียที่ดีในลำไส้ค่ะ ได้แก่ ยาระบาย ฮอร์โมนสังเคราะห์ ยาฆ่าแมลง และ ยาปฎิชีวนะ ก็อาจส่งผลให้ชนิดและปริมาณของแบคทีเรียที่ดีในลำไส้ได้นะคะ ที่แน่ๆส่งผลต่อไมโตคอนเดรียค่ะ  เมื่อไมโตคอนเดรียทำงานผิดปกติก็ก่อให้เกิดโรคต่างๆได้นะคะ เช่นโรคมะเร็ง พาคินสัน เป็นต้น 

แม่ที่ใช้ยาปฎิชีวนะ ก็ส่งผลให้เด็กที่เกิดมามีแบคทีเรียในร่างกายน้อยนะคะ ดังนั้นถ้าใครอยาหให้ลูกแข็งแรงไม่ป่วยง่าย ต้องเตรียมร่างกายก่อนท้อง 1-2ปีค่ะ

สำหรับคนที่ใช้ยาปฎิชีวนะแล้วอยากฟื้นฟูร่างกายตัวเอง อ่านได้ที่โพสต์นี้เลยค่ะ 

การฟื้นฟูลำไส้หลังจากกินยา antibiotics

อ้างอิง และอ่านเพิ่มเติม

https://www.bmj.com/content/361/bmj.k2179 

https://www.sciencedirect.com/science/article/pii/S1995764517309215

https://www.sciencedirect.com/topics/medicine-and-dentistry/leptin-receptor

https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC5751110/

https://microbiologysociety.org/publication/past-issues/metabolism-health-and-disease/article/the-intestinal-microbiota-in-health-and-disease.html

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *