About primal lifestyle

Primal lifestyle
การใช้ชีวิตแบบไพรมอล เป็นการใช้ชีวิตที่อ้างอิงจากธรรมชาติ

1.อาหาร กินทั้งเนื้อสัตว์และผัก ผลไม้ เน้นผักใบเขียว ผักหลากสี ไขมันดี อาหารทะเล อาหารออแกนิค คุมปริมาณคาร์บให้ต่ำโปรตีนและไขมันปานกลาง กินเป็นมื้อ 2-3 มื้อ ไม่มีของว่างระหว่างมื้อ มีช่วงพัก หยุดกินวันละ 14-16ชม

สมัย paleolithic คนเราหาอาหารแบบ hunters gathers คือออกเดินหาพืชผักและล่าสัตว์แนวคิดที่ว่าคนเรากินพืชเป็นหลักแต่ก็กินเนื้อสัตว์ด้วย มาจากลักษณะของฟันที่มีทั้งบดเคี้ยวและตัด กับลำไส้ที่มีลักษณะยาว รวมทั้งความสามารถในการออกหาอาหาร เดินเก็บพืชผัก ผลไม้ป่า กับใช้สมองผลิตอาวุธในการล่าสัตว์

การเกษตรและปศุสัตว์เริ่มมีขึ้นพร้อมกับอารยธรรม เมื่อคนอยู่รวมกันมากขึ้น เป็นจุดเริ่มต้นของการกินคาร์เป็นหลัก (grains ข้าวและขนมปัง) พันธุ์ก็เริ่มมาจากพืชป่าเอามาเพาะปลูก ซึ่งต่างจากพันธุ์ปัจจุบันที่ถูกดัดแปลงเพื่อให้มีผลผลิตมาก เก็บเกี่ยวได้เร็ว ทนแล้งทนแมลงสูง(gmo dwarf wheat)

สมัยแรกเริ่มมนุษย์ออกเดินหาอาหารเช่นเดียวกับสัตว์อื่นตามธรรมชาติ บางครั้งหาได้เร็วบางครั้งหาได้ช้า ร่างกายจึงพึ่งพาพลังงานได้จากทั้งภายนอกคืออาหาร และภายในคือไกลโคเจนและไขมันที่สะสมไว้ เมื่อหาได้ก็กินเต็มที่ เพราะไม่มีตู้เย็นเก็บ จึงต้องกินให้อิ่ม และอดจนกว่าจะหาอาหารมื้อต่อไปได้ เช่นเดียวกับสัตว์ป่า การที่คนเรากินเป็นมื้อเช้ากลางวันเย็นนั้น เป็นเรื่องของวัฒนธรรมมากกว่าธรรมชาติ แปลว่าเราไม่จำเป็นต้องกินอาหารตรงเวลาทุกวัน กินบ้างอดบ้างก็ไม่เป็นไร แต่เวลากินต้องกินให้เต็มที่ สารอาหารครบ สิ่งที่หาได้ง่ายสุดคือพืชผักและสัตว์เล็ก

ส่วนผลไม้นั้นออกตามฤดูกาล คือช่วงใบไม้ผลิและ ฤดูร้อน 6 เดือน ผลไม้จัดเป็นอาหารให้ นำ้ตาลสูง ควรกินในปริมาณจำกัด ส่วนคนที่อยู่แถบเส้นศูนย์สูตรหรือประเทศเขตร้อน มี แสงแดดส่องตลอดปีก็ มีช่วงที่ผลไม้ออกเยอะกว่า สามารถกินผลไม้ได้เยอะกว่า คนที่อยู่ในเขตหนาวเย็น โดยที่ไม่ทำให้ไขมันเพิ่มขึ้น เนื่องมาจากการเผาผลาญพลังงานเป็นไปได้ดีกว่า จากระดับวิตามินดีที่สูงกว่า (จากการโดนแดดมากกว่า) ส่งผลให้ฮอร์โมนไทรอยด์ ทำงานดีกว่า ระบบต่างๆทำงานดีกว่า

2.หลีกเลี่ยงสารพิษ สารเคมีในชีวิตประจำวัน ของใช้ที่สัมผัสผิวหนัง ครีม ยาสีฟัน ควรมาจากธรรมชาติและมีสารเคมีผสมน้อยที่สุด สิ่งที่เราใช้บนผิวก็ซึมเข้ากระเเสเลือดได้เช่นกัน สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงคือ
BPA ยับยั้งการผลิต ฮอร์โมน adiponectin ส่งผลให้ leptin สูง สูงบ่อยเข้าร่างกายก็ ดื้อ ต่อ leptin นำไปสู่ภาวะกินไม่อิ่มและน้ำหนักเกิน

3.ขยับร่างกายให้บ่อย หลีกเลี่ยงการนั่งนานๆ สำหรับคนที่ต้องทำงานในออฟฟิส ก็ควรพยามเปลี่ยนอิริยาบทบ่อยๆนะคะ และก็หลังจากเลิกงานควรขยับให้มากเดินให้ได้ 20,000 ก้าวทุกวัน

4.ยกของหนัก เพื่อสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ครั้งละ 30 นาที 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์ ทำไมผู้หญิงควรยกเวท เพราะหลังจากอายุ30แล้วเนี่ยระดับฮอร์โมน pregnenolone จะลดลง ส่งผลให้ ฮอร์โมนอื่นๆลดลงด้วยทั้งฮอร์โมนเพศ วิตามินดี growth hormone ดังนั้นการยกเวทช่วยได้ ช่วยปรับสมดุลย์ฮอร์โมน ให้เมนส์มาปกติ ระบบสืบพันธุ์ทำงานดี ผิวพรรณไม่แห้งเหี่ยวนะคะ ยกหนักพอสมควรอาทิตย์ละ 2 ครั้งค่ะ ยกเบาๆเหวี่ยงขึ้นเหวี่ยงลงไม่เอานะคะ ยกช้าๆ control

5.HIIT การออกกำลังกายแบบที่หัวใจเต้นระดับ anaerobic คือเกิน 85% ของการเต้นหัวใจสูงสุด อาทิตย์ละครั้ง ถึงสองครั้ง การออกกำลังกายนอกจากจะเป็นการฝึกร่างกายให้แข็งแรงแล้วยังช่วยให้ร่างกายสร้างเซลล์ประสาทสมองเพิ่มขึ้นอีก

6.นอนให้เพียงพอและหลับให้สนิท ในที่มืดและเงียบ ปิดสัญญาณ wifi การนอนของเราก็ยังคงอ้างอิงวิวัฒนาการของเราตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์ คือเรามีทั้ง light sleep และ deep sleep ช่วง light sleep เพื่อให้เราระวังภัยได้ คือถ้ามีเหตุอันตรายเราจะได้หนีทัน ส่วน deep sleep คือช่ววที่ร่างกายหลับสนิทเหมือนเป็นอัมพาตชั่วคราว

7.งานอดิเรกที่ทำแล้วมีความสุข เพื่อลดความเครียดและกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ ไม่ว่าจะเป็น วาดรูป เล่นกีฬา เต้นรำ ทำสวน จัดดอกไม้ แต่งกลอน

8.ได้รับแสงแดดเพียงพอ ทั้งนี้เป็นการปรับนาฬิการ่างกายและสังเคราะห์ไวตามินดี ที่ดีสุดคือตากแดดเท้าเปล่า เป็นการ grounding และรับไวตามินดีไปในตัว

9.เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ พยามฝึกสมองอยู่ตลอดเวลา

10.ลดการใช้มือถือ และเครื่องไฟฟ้าทั้งหลายไม่ใช้ microwave ในหารทำหรืออุ่นอาหาร และสัมผัสธรรมชาติมากขึ้น

11.นั่งสมาธิ สวดมนต์ มองโลกในแง่ดี มี gratitude การนั่งสมาธิทำให้หลับลึกได้ดีขึ้น ร่างกายซ่อมแซมตัวเองได้ดีขึ้น ช่วยให้ telomeres ไม่หดสั้นลง (telomeres จะหดลงทุกครั้งที่เซลล์แบ่งตัว มีการก๊อบปี้โครโมโซม ยิ่งเซลล์แบ่งตัวมากเรายิ่งแก่เร็วขึ้น) จิตที่ได้รับการฝึกฝนเป็นจิตที่นิ่งเมื่อมีอะไรมากระทบก็ไม่หวั่นไหวง่ายนะคะ เรื่องจิตกับกายมันเป็นเรื่องเดียวกัน อารมณ์ความรู้สึก ส่งผลต่อการหลั่งฮอร์โมนของร่างกาย ต่อการแสดงออกของยีนต์ เช่นยีนต์ที่ข่มการเกิดเนื้องอก เป็นต้น #epigenetic – lifestyle (what you eat and what you do effects the gene expression)