Blog

matcha ชาเขียวเพื่อสุขภาพ

Matcha tea is packed with antioxidants and help boost your immune system. EGCG or  epigallocatechin gallate is polyphenol(antioxidants) that promote the production of T-cells to fight off infections. Besides it contains flavonoids like quercetin to reduce allergy symptoms. 

ในมัชฉะ หรือ ชาเขียว เกรด premium จะมี antioxidants สูงนะคะ EGCG ช่วยให้ร่างกายผลิต T-cells มาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของภูมิคุ้มกันให้ดียิ่งขึ้น นอกจากนั้นแล้วยังมี flavonoid อย่าง quercetin ที่ช่วยลดอาการภูมิแพ้ต่างๆ ลดการอักเสบในร่างกาย ผิวหนัง สิวผด อักเสบภายในลำไส้ ลดความดัน 

นอกจากนั้น EGCG ยังช่วยเพิ่มชนิดและปริมาณของแบคทีเรียในลำไส้ ที่ส่งผลต่อการสื่อสารกับสมองและระบบภูมิคุ้มกันห้ทำงานตามปกติได้นะคะ 

อีกสารสำคัญใน matcha หรือ green tea คือ catechin เป็น antioxidant ที่ช่วยลดการอักเสบ ลด LDL cholesterol ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการผลิตพลังงานของไมโตคอนเดรีย ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเนื้องอก ช่วยเพิ่มสารสื่อประสาท BDNF(ป้องกันสมองเสื่อม) ช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน(เสริมประสิทธิภาพในการผลิต T-cellของร่างกาย)

นอกจากนั้นแล้ว catechin ยังดีต่อคนเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบเพราะ ทำให้ร่างกายผลิต nitric oxide มากขึ้น ทำให้หลอดเลือดขยายตัว เลือดไหลเวียนได้สะดวกขึ้น นะคะ

สิ่งสำคัญ คือ ไม่ควรดื่มร่วมกับ dairy products ทั้งหลายค่ะ เพราะ โปรตีนในนม  คือ casein จะทำให้ antioxidants ในชาลดลงนะคะ ถ้าอยากอื่มเพื่อสุขภาพ ไม่ควรดื่ม matcha latte หรือ กินขนมที่มีส่วนผสมของครีม หรือ นม ร่วมด้วยนะคะ 

https://www.healthline.com/nutrition/quercetin
https://matcha.com/blogs/news/matcha-catechins-egcg-cellular-necessities
https://matcha.com/blogs/news/pro-tip-your-saturday-matcha-matcha-and-casein-don-t-mix

cannabinoids คือ อะไร สารสกัดจากกัญชาและกัญชง น่ากลัวมั้ย

THC หรือ สารสกัดจากกัญชา มีประโยชน์มากมายด้านสุขภาพ นะคะ ก่อนอื่นเลย ร่างกายเรามี CBD receptor หรือ cannaboinoid recepter อยู่ทั่วร่างกาย ซึ่งเป็นส่วนนึงของระบบ Endocannabinoid(ECS) ระบบนี้มีเพื่อรักษาสมดุลย์ของร่างกายหรือที่เรียกว่า homeostssis นั่นเองค่ะ 

Homeostasis คือการรักษาความสมดุลย์ในร่างกายให้อยู่ในระดับพอดี เช่น อุณหภูมิของร่างกาย ไม่ว่าเราจะอยู่ในสถานที่แวดล้อมแบบไหนก็ตามอุณหภูมิในร่างกายจะค่อยข้างคงที่ โดยการผลิตความร้อนเพิ่มขึ้น หรือระบายความร้อนออกนะคะ  หรือ fasting blood glucose คือระดับน้ำตาลในเลือด ถ้ามีน้อยไปตับจะเริ่มผลิตจากไกลโคเจนที่สะสมไว้ เอามาใช้เป็นพลังงาน หรือถ้ามีมากไป insulin จะถูกผลิตออกมาเพื่อนำ glucose เข้าไปเก็บสะสมไว้ใช้ยามขาดแคลน หรือ ในเรื่องภูมิคุมกัน คือ เมื่อร่างกายรู้สึกถูกรุกล้ำจากสิ่งแปลกปลอม ได้แก่ไวรัส แบคทีเรีย ร่างกายก็จะกระตุ้นให้ immune cells เข้าไปจัดการจุดปัญหา แต่สำหรับคนที่เป็นโรค auto immune diseases ต่างๆ คือสัญญาณที่ร่างกายส่งให้ immune cells เกิดการสับสนทำให้ เกิดการโจมตีต่อเนื่องไม่หยุด ดังนั้น cannabonoid มีส่วนช่วยในการส่งสัญญาณให้หยุดการทำงานของ immune cells เมื่อ ไม่มีสิ่งแปลกปลอมที่อันตราย ได้ค่ะ เป็นต้นค่ะ ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเพื่อให้ระบบต่างๆในร่างกายทำงานได้ตามปกติค่ะ 

ระบบ Endocannabinoid หรือ Endocannabinoid system(ECS) มีจุดหลัก 3 จุด ค่ะ คือ 

  1. Cannabinoid receptor คือเป็นตัวรับสัญญาณจาก endoccanabonoids หรือPhytocannabinoid นะคะ พบได้บนเซลล์

CB receptor จะมีเยอะในระบบประสาท โดยเฉพาะประสาทส่วนกลาง และสมอง มี CB1 receptors  และ peripheral nervous system คือระบบประสาทที่เชื่อม CNS(ระบบประสาทส่วนกลาง ตามแนวกระดูกสันหลัง) และส่วนต่างๆของร่างกายค่ะ ซึ่งในส่วนนี้และใน immune cells จะมี CB2 receptor ค่ะ 

ซึ่ง ก็ส่งผลต่อระบบต่างๆของร่างกายได้แก่ ภูมิคุ้มกัน การรับรู้ความเจ็บปวด การเผาผลาญ อุณหภูมิในร่างกาย ความอยากอาหาร อารมณ์ ความจำ ระบบสืบพันธุ์ การนอนหลับ

  1. Endocanabinoid หรือ endogenous cannabinoids คือ canabinoids ที่ร่างกายเราผลิตขึ้นมา จากโมเลกุลไขมัน มี 2 ชนิด คือ anandamide  หรือ N-arachidonoylethanolamine (AEA) มาจากคำสันกฤตว่า อนันดา ที่แปลว่า ความสุข ความฟิน anandamide คือโมเลกุลแห่งความสุข  และ 2-arachidonoylglycerol (2-AG) ตัวที่ 2 นี้ มีอยู่ใน นมวัว และ นมแม่ค่ะ

3.Metabolic enzyme คือ เมื่อ endocannabinoids ผ่าน receptor เข้ามาในเซลล์แล้ว metabolic enzyme ก็จะทำลาย มันลงเมื่อหมดหน้าที่นะคะ คือ ใช้แล้วก็กำจัดทิ้งไปค่ะ มี 2 ตัวหลัก คือ FAAH (fatty acids an amide hydrolase) สำหรับทำให้ anandamide แตกตัวค่ะ อีกตัวคือ MAGL( monoacylglycerol) acid lipase สำหรับทำให้ 2-AG แตกตัวค่ะ   

ส่วน THC และ CBD เป็น phytocannabinoids ที่พบใน cannabis นะคะ  สามารถส่งผลต่อ receptor ในร่างกายเราทั้ง CB1 และ CB2 ค่ะ และ metabolic enzyme FAAH และ MAGL ไม่มีผลอะไรต่อ THC และ CBD ดังนั้น เมื่อร่างกายเราได้รับสาร THC และ CB1 receptor ในสมอง และ ประสาทส่วนกลางรับรู้ เข้าไป จึงส่งผลให้เรารู้สึกสบาย มีความสุข หายปวด ได้ ระยะนึงค่ะ ส่วน CBD เมื่อเข้าไปจับกับ receptor แล้วจะเป็นตัว กันไม่ให้ THC เข้ามาจับอีก คือป้องกันการเกิดอาการ high มากไปนะคะ 

ในหลายประเทศตอนนี้ให้ใช้ สารสกัด CBD ได้อย่างถูกกฎหมาย เพราะมันไม่ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาท หรือไม่ทำให้ High ไม่เยิ้ม ไม่ทำให้ง่วงนอน ไม่ลดอาการปวด แต่ ฤทธิ์ของมันคือ ยับยั้งการทำงานของ enzyme FAAH คือ เมื่อร่างกายผลิต anadamide แล้ว receptor รับเข้ามาในเซลล์แล้ว ก็จะอยู่ได้นานขึ้น เพราะจะไม่ถูกทำลายลงทันที ดังนี้ CBD oil จึงมีส่วนทำให้เรารู้สึกคลายกังวล ชิลๆได้หน่อยนึงค่ะ 

https://www.nature.com/articles/s41401-019-0210-3
https://www.healthline.com/health/endocannabinoid-system#how-it-works
https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC3863507/
https://www.leafly.com/news/science-tech/what-is-the-endocannabinoid-system

mustard seeds

Mustard seeds จัดว่าเป็น cruciferous plant family เช่นเดียวกับ broccoli sprouts, daikon sprouts, Brussel sprouts, watercress, arugula ที่มีคุณสมบัติลดการอักเสบป้องกันการเกิดเนื้องอกและมะเร็งนะคะ

ใน mustard seeds มี phytonutrients ที่ชื่อว่า glucosinolate และ enzyme myrosinase ซึ่งเอาไว้ทำให้ glucosinolates แตกตัวเป็น isothicyanates มีส่วนช่วยป้องกันมะเร็งในทางเดินอาหารค่ะ 

นอกจากนี้แล้ว ยังอุดมไปด้วย selenium และ magnesuim ซึ่งช่วยลดอาหารอักเสบในร่างกาย ลดอาการที่เกิดจาดโรค autoimmune doiseases ต่างๆ เช่น หอบหืด รูมาตอยด์ ลดความดัน ช่วยทำให้หลับสบายขึ้น ลดอาการ menopause ลดการปวดไมเกรน 

Mustard seeds มีทั้งสีดำ เหลือง และ ส้มออกน้ำตาลนะคะ ความเผ็ดก็ต่างกันไป ที่กี้ใช้คือ สีออกส้มน้ำตาล เวลาบดแล้วจะสีเหลือง ใช้ทำ dijon mustard และใช้ในอาหารอินเดียค่ะ 

นอกจากนี้แล้วยังมี fat content ที่เป็น omega3 สูง แต่ก็ คือ ALA ซึ่งร่างกายใช้เป็นพลังงงานจากไขมันมากกว่าจะ  cross blood-brain-barrier ไปบำรุงสมองได้นะคะ 

สรุปแล้ว mustard seeds มีดีตรงลดอักเสบ ต้านมะเร็งค่ะ 

วิธีกิน คือ บดและโรยบนอาหารต่างๆค่ะ เพราะคุณสมบัติจะลดลงเมื่อผ่านความร้อนค่ะ 

Reference http://www.whfoods.com/genpage.php?tname=foodspice&dbid=106

green soup

Green soup, food that boost your immune system.

ซุปผักเสริมภูมิต้านทานโรค รักษาภูมิแพ้ และชะลอแก่ค่ะ

Ingredients

1tbsp butter or 1tbsp of coconut oil 

1 onion

A handful of celery

A clove of garlic 

1/2 piece of leek 

2-3 cups of green ( I use homegrown spinach and watercress) 

3 cups of bone broth 

How to make it? Sauté everything until soft then add garlic and  bone broth to cover the veggies, cook until soft then blend with bar-mixer and add grated parmesan. Season with herbs 

Season with salt, pepper, oregano ,rosemary,thyme and a little bay leaf and cumin. Parmesan is optional to give smoothness to the taste. If you don’t like parmesan I recommended gruyere.

ซุปผัก 

ส่วนผสม

 เนย 1 ชต หรือ น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น 1 ชต

หอมใหญ่ 1 หัว

ต้นกระเทียม 1 ต้น

เซเลอรี 2 ก้าน

กระเทียม 3-4 กลีบ

ผักเขียว 2-3 ถ้วย กี้ใช้ผักปลูกเองที่บ้าน คือ watercress ผักชะยา ผักบุ้ง

 และผักปลังค่ะ จะใช้ตำลึง ผักโขม kale ได้หมดนะคะ 

น้ำซุปต้มกระดูก 2-3 ถ้วย

ชีส parmesan หรือ gruyere 

วิธีทำ ก็ คือ เอาเนยลงไปในหม้อ ใส่ผักทั้งหมด ยกเว้น ผักใบเขียว และกระเทียมนะคะ ผัดไฟปานกลางจนนุ่ม และนุ่มก็ใส่ผักใบเขียวลงไปผัดค่ะไฟไม่ต้อเเรงมากนะคะ พอผักเริ่มนุ่มก็ใส่น้ำซุป จนท่วมผัก แล้วต้มให้เดือด อ่อนๆค่ะ เสร็จแล้วเอาไปปั่นนะคะ ใช้ที่ปั่นแบบมีก้าน จิ้มลงไปในหม้อปั่นได้เลยค่ะ เสร็จแล้วก็ใส่ เครื่องเทศ โรสแมรี่ ออริกาโน ไทม์ ใบกระวาน ยี่หร่า เล็กน้อย เกลือ พริกไทย และใส่ชีสขูดฝอย หรือแผ่น เพื่อเพิ่มความหอม แค่นี้ก็เรียบร้อยค่ะ 

เป็นอาหารบำรุงลำไส้ที่ดีมากค่ะ สำหรับคนที่เป็นโรคภูมิแพ้ นะคะ

Banana

Banana

Unripe banana contains mostly resistant starch that’s food for good gut bacteria that won’t be digest in the small intestines but will be pass on and fermented in the large intestines. After fermenting by gut bacteria short-chain fatty acids are produced to be used as fuel in the intestine. 

Unripe banana is good for gut bacteria but the taste is not pleasant and the fermentation may cause bloating in some people. People with latex-fruit syndrome may have allergic reaction to unripe banana.

When banana ripen the starch decreases and sugar increase. Pectins ,water-soluble fiber ,also increases.Pectins helps slow down carbohydrate digestion therefore moderates the impact on blood glucose.

Moreover banana contains FOS or fructo – oligosaccharides that’s probiotics or food for good gut bacteria such as Bifidobacteria which helps you poop smoothly.

Besides fiber banana also contains some vitamin and minerals such as vitamin C, vitamin B6, potassium and some antioxidants.

Banana has low GI when it’s unripe and increase in GI when it’s ripe. GI or glycemic Index that indicate how fast sugar will be absorb into your blood stream. Low GI means it will slowly release sugar into food stream therefore helps balance the blood glucose.

Too much unripe banana can cause constipation and bloating. Too much ripe Banaba can cause high blood sugar and weight gain.

If you want to eat unripe banana that’s still very green you might want to cook them in pressure cooker to increase the antioxidants content in banana.

Moderate consumption of banana is the best.

เรื่องของกล้วย  

กล้วยดิบจะมีแป้งที่เป็น resistant starch อยู่สูงนะคะ แป้งชนิดนี้จะไม่ถูกย่อยในลำไส้เล็กแต่จะถูกส่งต่อไปยังลำไส้ใหญ่เพื่อให้เเบคทีเรียกินเป็นอาหาร ที่เรียกว่า fermentation หลังจากนั้นก็จะผลิตกรดไขมันแบบสั้น หรือ short-chain fatty aicds ออกมาเพื่อใช้เป็นพลังงานในลำไส้ค่ะ จึงเรียกได้ว่ามีประโยชน์อย่างมากนะคะ

แต่ข้อเสียคือรสชาติฝาด กินยาก และ อาจจะทำให้ท้องมีลมเยอะเนื่องจากการหมักในลำไส้เมื่อแบคทีเรียผลิตกรดไขมันออกมา ก็ผลิตแก๊สออกมาด้วยค่ะ และถ้าใครทานเยอะไป รวมทั้งดื่มน้ำไม่พอ ก็อาจทำให้ท้องผูกได้นะคะ 

กล้วย เมื่อเริ่มสุก ความเป็น resistant starch ก็จะลดลง และเพิ่ม pectins กับน้ำตาล มากขึ้น นะคะ pectins คือ water-soluble fiber ที่ธรรมชาติสร้างขึ้นเพื่อชะลอการดูดซึมของน้ำตาลเมื่อคนเรากินเข้าไป 

นอกจากกล้วยจะมีวิตามินซี วิตามิน บี6 โปแตสเซียม แมงกานีสแล้ว ยังมี fructo- oligosaacharides ที่เป็น prebiotics หรืออาหารของแบคทีเรียที่ดีได้แก่ bifidobacteria นะคะ ทำให้ลำไส้เรามีแรงบีบตัว อึสบาย 

เปลือกของกล้วยก็มีวิตามินเอค่ะ นอกจากนั้นแล้วในกล้วยยังมี antioxidants ด้วยนะคะ

การกินกล้วยดิบ ไม่ต้องเลือกแบบดิบขนาดเขียวปั้ดนะคะ เพราะยางเยอะ กินยาก รสชาติแหวะมาก ถ้าจะกินคือเอาไปทำให้สุก เช่นต้มทั้งเปลือกในหม้ออัดความดัน จะทำให้เพิ่ม antioxidants ในกล้วยให้สูงขึ้นค่ะ 

สรุปแล้ว กล้วยทั้ง ดิบ ห่าม และ สุก มีประโยชน์มากค่ะ แต่กินในปริมาณพอดีนะคะ ไม่เยอะไปนะคะ

antibiotics ยาปฎิชีวนะ ยิ่งกินยิ่งป่วย

Antibiotics ยาอันตราย ที่หลายคนใช้ราวกับเป็นยาแก้ปวด แค่ 1 โดสก็ทำให้ร่างกายรวนได้นะคะ เพราะมันคือ broad spectrum ที่กำจัดทุกสายพันธุ์ที่จำเป็นและสำคัญมากต่อการมีสุขภาพที่ดี และระบบฮอร์โมนที่ปกติ ในร่างกายเรามีทั้ง

แบคทีเรีย ยีสต์ โปรโตซัว ปรสิต ไวรัส และ archaea นะคะ ถ้าเสียสมดุลย์ส่วนใดส่วนนึงก็ทำให้ระบบรวนค่ะ การกินยาปฎิชีวนะ หรือ antibiotics เป็นการทำลายล้างเผ่าพันธุ์ของแบคทีเรียในร่างกาย ทั้งดีและไม่ดี จึงส่งผลต่อสุขภาพโดยตรงค่ะ ในบางคนหลังจากใช้ยาแล้วอาจเกิดยีสต์บนผิวหนังคือผดผื่นแดงคัน ในช่องคลอด หรือคันหูเพราะอักเสบ ท้องอืด ท้องผูก หรือท้องเสียรุนแรง เนื่องมาจากแบคทีเรียในร่างกายเสียสมดุลย์ค่ะ

หลายๆคน เวลาได้ยินคำว่าแบคทีเรียในลำไส้ หรือ gut bacteria ก็จะนึกถึงแค่ว่ามันทำหน้าที่แก้ท้องผูก แต่ความจริงแล้วมันสำคัญมากกว่านั้นเยอะค่ะ แบคทีเรียในลำไส้ทำหน้าที่ หลายอย่าง ตั้งแต่ย่อยอาหาร ผลิต กรดไขมันแบบสั้นที่จำเป็นต่อร่างกายเพื่อใช้เป็นพลังงานในลำไส้ ผลิตวิตามิน และแร่ธาตุต่างๆได้ folates,K,B2ที่ป้องกันโรคปากนกกระจอก เวลาหลายคนเป็นก็นึกว่ากินข้าวไม่พอ แต่แท้จริงมาจากลำไส้ไม่แข็งแรงมีแบคทีเรียในลำไส้ไม่สมดุลย์ค่ะ ,B12ที่สำคัญต่อระบบประสาท และ biotin หรือ B7 ที่บำรุงผม ผิวหนัง และเล็บให้สวยแข็งแรงนะคะ 

นอกจากนั้นแล้วแบคทีเรียในลำไส้ยังส่งผลต่อระบบภูมิคุ้มกัน และระบบประสาท enteric ซึ่งเป็นระบบประสาทอัตโนมัติทำหน้าที่ควบคุมการไหลเวียนของเลือด การหลั่งและถ่ายเทเยื่อเมือก ปรับระบบภูมิคุ้มกันและการหลั่งฮอร์โมน ระบบการเคลื่อนไหวของร่างกา อีกทั้งยั้งส่งผลต่อการบีบตัวของลำไส้ ทำให้ไม่ท้องผูก หรือท้องเสีย แบบไม่ปกติด้วยค่ะ 

นอกจากนี้แล้วแบคทีเรียในลำไส้ยังส่งผลต่อสมอง ที่เรียกว่า gut-brain axis คือลำไส้เชื่อกับสมองได้ผ่านระบบประสาทส่วนกลาง ค่ะ นั่นคือ แบคทีเรียในลำไส้ส่งผลต่อการผลิตฮอร์โมนที่ส่งผลให้เกิด ความวิตกกังวล หรือที่เรียกว่า anxiety และความผิดปกติทางอารมณ์ได้แก่ อาการซึมเศร้า และความเครียด นอกจากนั้นแล้วจากผลสำรวจคนที่เป็นโรค autism และ โรค พาร์คินสัน ก็มีแบคทเรียในลำไส้ไม่สมดุลย์ค่ะ 

แบคทีเรียในลำไส้สามารถผลิต กรดอะมิโนให้เป็น สารสื่อประสาทได้หลายตัว ตั้งแต่ GABA และ serotonin ที่ส่งผลต่ออารมณ์ ถ้ามีน้อยก็ อารมณ์แปรปรวนและวิตกกังวลง่ายหรือ mood disorder กับ anxity นะคะ นอกจากนั้นแล้วคือ histamine ส่งผลให้ตื่นตัว และ L-DOPA(ที่ใช้รักษาอาการพาร์คินสัน) 

เริ่มจากเมื่อมันย่อย ไฟเบอร์พวก prebiotics และก็เยื่อเมือกบนผนังลำไส้ แล้วก็ผลิต short chain fatty aicids มีหลายตัวนะคะ หลักๆคือ acetate, propionate, และbutyrate เพื่อใช้เป็นพลังงานในลำไส้ค่ะ 

เรามาเริ่มกันที่ butyrate ค่ะว่าใช้ทำอะไรบ้างก็ได้แก่ ใช้เป็นพลังงานหลักในลำไส้เลย ใช้กำจัดเซลล์ที่เสื่อมก่อนจะกลายเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่นะคะ และยังทำให้เกิดการสังเคราะห์กลูโคสเพื่อใช้เป็นพลังงานในลำไส้อีกด้วย นอกจากนั้นแล้วก็ยังช่วยรักษาระดับออกซิเยนในลำไส้ใหญ่เพื่อให้แบคทีเรียที่ดีและไม่ดีให้มีความสมดุลย์นะคะ เพราะถ้าแบคทีเรียที่ดีมีน้อย ก็จะเป็นโอกาสให้แบคทีเรียที่ไม่ดี และยีสต์ หรือเชื้อราเจริญเติบโตมากกว่าและก่อให้เกิดโรคต่างๆได้ค่ะ ทั้งนี้ เริ่มจากลำไส้ ไปถึง ผิวหนัง ช่องคลอด ช่องหูนะคะ  ถ้าแบคทีเรียไม่ดีมีเยอะในลำไส้ ก็ส่งผลให้เราย่อยและดูดซึมอาหารได้ไม่ดี ขาดสารอาหารโดยเฉพาะวิตามินบีทั้งหลายที่ส่งผลต่อระบบประสาท และการผลิตพลังงานของร่างกาย จะทำให้ร่างกายรู้สุกอ่อนเพลียง่าย ท้องอืด ท้องผูก ปวดท้อง คลื่นไส้ บางทีก็ท้องเสีย แบบมีไขมันออกมาด้วยเพราะลำไส้ไม่ดูดซึมค่ะ  ถ้าปล่อยไว้นานๆ ผนังลำไส้ก็จะอักเสบ และมีเชื้อโรคหลุดรอดผ่านเข้ากระแสเลือดทำให้เราติดเชื้อในกระแสเลือดได้ค่ะ ถ้าเป็นแบบนั้นก็เกิดโรคอื่นตามมาเยอะเลยค่ะ ทั้งโรคผิวหนัง ระบบประสาท ฮอร์โมนไม่สมดุลย์ แพ้ภูมิตัวเอง เบาหวาน ความดัน หัวใจ หอบหืด ภูมิแพ้เรื้อรัง  คนที่เป็นโรคต่างๆเหล่านี้ ถ้าไปตรวจแบคทีเรียในลำไส้จะเห็นได้ว่าไม่สมดุลย์และมีการอักเสบของผนังลำไส้ค่ะ

ต่อมาคือ propionate จะถูกส่งไปยังตับเพื่อช่วยในการผลิตกลูโคสจาก ไกลโคเจนที่สะสมไว้ เรียกว่ากระบวนการ gluconeogenesis และอีกอันคือส่งสัญญาน ความอิ่ม หลายคนอาจเคยได้ยินชื่อ ฮอร์โมนนี้แล้วนะคะว่าชื่อ leptin ผลิตโดยเซลล์ไขมันในลำไส้เล็ก ฮอร์โมนนี้ทำหน้าที่ควบคุมการรับพลังงานในร่างกายค่ะ ว่าอิ่มแล้ว หยุดหิวได้ 

สุดท้ายคือ acetate ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการดึงพลังงานจากไขมันมาใช้ และส่งผลต่อการเพิ่มจำนวนของแบคทีเรียที่ดีในลำไส้ นะคะ

ถ้าเรามี short chain fatty acids หรือ SCFA ในลำไส้พอเพียงก็จะลดอัตราเสี่ยงการเป็นโรคต่างๆได้โดยเพาะโรคอ้วน และเบาหวานค่ะ คนที่กินตลอด กินไม่รู้จักอิ่มเนื่องมาจาก leptin resistant และ อาจเกิด insulin resistant คู่กันด้วยนะคะ วิธีแก้คือปรับสมดุลย์แบคทีเรียในลำไส้ด้วยการปรับ lifestye หรือการใช้ชีวิตค่ะ 

อาหารที่เรากินส่งผลต่อชนิดและปริมาณของแบคทีเรียที่ดีในลำไส้นะคะ สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงได้แก่สารให้ความหวานแทนน้ำตาล ได้แก่ sucralose, aspartame, และ saccharin ค่ะ และ emulsifier ที่ใส่ในผลิตภัณฑ์อาหารจากโรงงาน เช่นในขนม นมถั่วต่างๆ โยเกิร์ต ซ้อส ไอติม และอีกมากมาย ก็ทำให้แบคทีเรียที่ดีในลำไส้ลดความหลากหลาย หรือที่เรียกว่า diversity ลงนะคะ

นอกจากนั้นแล้ว การกินอาหารแบบจำกัด หรือกินอาหารไม่หลากหลาย เป็นเวลานานก็ส่งผลต่อชนิดของแบคทีเรียที่ดีค่ะ ได้แก่การกินสำหรับคนที่เป็นโรคลำไส้แปรปรวน ซึ่งไม่สามารถย่อย resistant starch ได้ ก็จะเลี่ยงอาหารพวก fodmap ที่ทำให้เกิดแก๊สเยอะและปวดท้อง พองดอาหารที่จำเป็นต่อแบคทีเรียในลำไส้ไปนานๆก็จะทำให้ความหลากหลายของแบคทีเรียลดลงค่ะ

นอกจากอาหารแล้ว ยา หรือสารเคมีก็ส่งผลต่อชนิดและปริมาณของแบคทีเรียที่ดีในลำไส้ค่ะ ได้แก่ ยาระบาย ฮอร์โมนสังเคราะห์ ยาฆ่าแมลง และ ยาปฎิชีวนะ ก็อาจส่งผลให้ชนิดและปริมาณของแบคทีเรียที่ดีในลำไส้ได้นะคะ ที่แน่ๆส่งผลต่อไมโตคอนเดรียค่ะ  เมื่อไมโตคอนเดรียทำงานผิดปกติก็ก่อให้เกิดโรคต่างๆได้นะคะ เช่นโรคมะเร็ง พาคินสัน เป็นต้น 

แม่ที่ใช้ยาปฎิชีวนะ ก็ส่งผลให้เด็กที่เกิดมามีแบคทีเรียในร่างกายน้อยนะคะ ดังนั้นถ้าใครอยาหให้ลูกแข็งแรงไม่ป่วยง่าย ต้องเตรียมร่างกายก่อนท้อง 1-2ปีค่ะ

สำหรับคนที่ใช้ยาปฎิชีวนะแล้วอยากฟื้นฟูร่างกายตัวเอง อ่านได้ที่โพสต์นี้เลยค่ะ 

การฟื้นฟูลำไส้หลังจากกินยา antibiotics

อ้างอิง และอ่านเพิ่มเติม

https://www.bmj.com/content/361/bmj.k2179 

https://www.sciencedirect.com/science/article/pii/S1995764517309215

https://www.sciencedirect.com/topics/medicine-and-dentistry/leptin-receptor

https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC5751110/

https://microbiologysociety.org/publication/past-issues/metabolism-health-and-disease/article/the-intestinal-microbiota-in-health-and-disease.html

ทำ ชาหมัก kombucha step by step

วิธีทำชาหมัก kombucha 

สิ่งที่ต้องเตรียม

  1. ขวดแก้วขนาด 1.75ลิตร
  2. ผ้าเช็ดหน้า 1 ผืน และหนังยาง ไว้ใช้ปิดปากโถ
  3. Starter tea  1 ถ้วย หรือ หัวเชื้อ คือ ชา kombucha รส ออริจินัล ที่เราซื้อมากจากร้าน ยิ่งเข้มข้นยิ่งดีค่ะ คือ เมื่อซื้อมาแล้วเทใส่ขวดแก้ว หรือถ้วยน้ำ ใช้ผ้า หรือกระดาษกรองกาแฟปิด และเอาไปตั้งไว้ในที่มีลมผ่านและไม่โดนแสงแดดโดยตรง ประมาณ 10-14 วันก็จะเข้มข้นเอามาใช้เป็นหัวเชื้อในการหมักชาได้ค่ะ ทั้งนี้ baby SCOBYs ก็จะเกิดขึ้นด้วยนะคะ 
  4. น้ำแร่ 1.5 ลิตร
  5. น้ำตาลทรายออแกนิค 6 ชต
  6. ใบชา 2 ชต หรือ 5 ถุง ใช้ชาดำเท่านั้นนะคะ ได้แก่ ceylon, assam , oolong,lady grey,earl grey ,English breakfast

วิธีการหมัก

  1. เอาโถแก้วไปนึ่งหรือต้มน้ำร้อนลวกค่ะ
  2. แบ่งน้ำออกมา 1 ถ้วยครึ่ง เพื่อใช้ชงชาค่ะ แช่ชาไว้ 6-10 นาทีนะคะ แล้วแต่ชนิดชาด้วย บางชนิด แค่ 6 นาทีก็พอ ไม่งั้นจะขมไปค่ะ เมื่อได้ชาแล้วก็เทน้ำตาลใส่คนให้เข้ากันค่ะ
  3. เทชาที่ชงกับน้ำตาลแล้วใส่โถ และเติมน้ำที่เหลือค่ะ รอให้เย็น คืออุณหภูมิไม่เกิน 30องศา
  4. เมื่อเย็นแล้วเติม starter tea ค่ะ คนให้เข้ากันแล้วใช้ผ้าปิด กับเอายางรัดปากโถ
  5. เอาไปตั้งในที่มีลมถ่ายเทสะดวก ไม่โดนแสงแดดโดยตรง ไม่อับชื้น
  6. หลังจาก 3 วันจะเห็น SCOBYs เกิดใหม่บนผิวหน้านะคะ บางๆ สีขาวขุ่น
  7. หลังจาก 9-10 วัน ของการหมักครั้งแรก ก็น่าจะได้ที่ดื่มได้ค่ะ  และ SCOBYs ควรจะมีความหนาประมาณ 1/3 นิ้วนะคะ

ข้อควรระวัง

ควรล้างมือให้สะอาด และ ไม่เปิดดูบ่อยๆค่ะ เพราะสปอร์เชื้อราในอากาศอาจลงไปได้ ถ้ามีราขึ้นให้ทำซ้ำอีกรอบนะคะ ถ้ารายังขึ้น หรือ ไม่มี SCOBYs หนา 1/3 นิ้ว เกิดขึ้น ให้ลองเปลี่ยนยี่ห้อชาดูค่ะ ชาที่ดี ต้องมี SCOBYs ขึ้นสวยงามนะคะ สีขาวขุ่น หยุ่นๆ ไม่บาง ไม่มีรอยย่น ถ้าบางและมีรอยย่นคือมีการปนเปื้อนค่ะ

ตัวอย่าง kombucha ที่มีการปนเปื้อน และควรเททิ้งนะคะ เหล่านี้คือ ทำมาจากหัวเชื้อที่ไม่ดีค่ะ

Brewing your own kombucha step by step

What you need

  1. A 1.75l vessel 
  2. A cloth and rubber band
  3. 1 cup starter tea (what is starter tea? Starter tea is kombucha. The stronger the better. How to make strong starter tea? By pouring store-bought kombucha into a glass jar and cover with cloth and secure with rubber band for 10-14 days)
  4. 1.5l mineral water
  5. 6 tbsp organic cane sugar
  6. 2tbsp lose leaves tea or 5 tea bags ( black tea only) 

How to do

  1. Sterilise the vessel 
  2. Brew tea with 1.5cup mineral water then add sugar and stir until dissolve 
  3. put the sweet tea into the vessel and add the remaining mineral water. Wait for it to be under 30c then add starter tea.
  4. Cover with cloth and secure with rubber band 
  5. Place in the clean place without direct sunlight and not surrounded by house plants or smoke
  6. After 3 days you should be able to see the SCOBYs forming on the surface
  7. After 9-10 days the first batch of kombucha should be ready to drink and the SCOBYs should be 1/3 inch thick 

การฟื้นฟูลำไส้หลังจากกินยา antibiotics

หลายคน คิดว่า การเพิ่มแบคทีเรียที่ดีในลำไส้ สิ่งแรกที่ควรทำ คือ กิน probiotics 

มันใช่ค่ะ สำหรับคนที่มีร่างกายปกติ ลำไส้ แข็งแรง 

แต่ ถ้า คุณ มีปัญหา โรคภูมิแพ้ ผดผื่น ผิวหนัง ยีสต์ หอบหืด ท้องผูก ท้องอืด เนื่องมาจาก แบคทีเรียในร่างกายไม่พอ หรือ ลำไส้ไม่แข็งแรง หรือ ได้กินยา antibiotics เข้าไป การกิน probiotics อาจทำให้อาการหนักขึ้นค่ะ เพราะมันกระตุ้นการหลั่งของ histamine และมี histamine อยู่แล้วจากการหมักดอง เวลาเป็นแผล หรือ หลังผ่าตัดเค้าถึงเรียกว่าของแสลงห้ามกินค่ะ ได้แก่ ไข่ คือไข่ขาว อาหารทะเล อาหารหมักดอง ไม่เกี่ยวกับรอยแผลเป็นนูนนะคะ แต่มันจะทำให้แผลอักเสบและหายช้าลง

ถ้าเรามีลำไส้ที่แข็งแรง เราจะมีร่างกายที่แข็งแรงไม่ป่วยง่ายค่ะ เพราะ แบคทีเรียในลำไส้ ผลิตวิตามินบี ซึ่งสำคัญต่อระบบประสาท และการผลิตพลังงานของไมโตคอนเดรีย และส่งสัญญาณต่อระบบภูมิคุ้มกัน โดยตรง นอกจากนั้นก็ยังทำหน้าที่ผลิตสารแห่งความสุข serotonin อีกค่ะ ดังนั้น คนที่กินอาหารที่กระตุ้นการอักเสบบ่อยๆ  รวมทั้ง ยังเคยกิน broad spectrum antibiotics คือยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย เป็นประจำ จึงมีโรคภูมิแพ้เล็กน้อยให้รำคาญนิดๆ หลายคนมีชีวิตอยู่กับอาการเหล่านี้จนชิน แต่มันคือการอักเสบภายในที่ ถ้าปล่อยไปเรื่อยๆ อาการก็จะยิ่งมากขึ้นๆ ค่ะ ถ้าเป็นหนักก็ส่งผลต่อสุขภาพจิตนะคะ

หลายคนคิดว่าทำไมกี้กินอาหารแบบตึงไปหรือเปล่า โน่นก็ไม่ได้ นี่ก็ไม่ได้ เพราะ หลังจากที่ เรา กิน antibiotics เข้าไป 1 dose แบคทีเรียที่ดีในร่างกายเราตายไปเหมือนเมืองโดนระเบิดลงตอนสงครามนะคะ กว่าจะใช้เวลาสร้างแบคทีเรียที่ดีกลับมามันต้องใช้เวลานานเป็นหลายเดือน ปัญหา ท้องผูก ท้องอืด คัดจมูก แพ้อากาศ ผิวหนังมีผื่นคัย คันหู คันรักแร้ คันในช่องคลอด ทั้งหลายสามารถมาได้จากแบคทีเรียในร่างกายไม่สมดุลย์ค่ะ เพราะ เวลาที่กิน antibiotics เข้าไป แบคทีเรียที่ดีไม่อยู่เป็นทหารป้องกันร่างกาย ก็เป็นช่วงที่ ยีสต์ ซึ่งมีอยู่ในร่างกายอยู่แล้วนะคะ ก็จะเพิ่มปริมาณขึ้น พอเยอะเกินไปก็เกิดปัญหา คัน และอักเสบค่ะ 

ดังนั้น วิธีแก้ คือ เราต้องทำให้ผนังลำไส้ แข็งแรง และค่อยๆ เพิ่มปริมาณแบคทีเรียที่ดีค่ะ

วิธีการฟื้นฟูร่างกาย หลัง antibiotics 

  1. งดอาหาร กระตุ้นการอักเสบพวก น้ำมันพืช กลูเตน (ข้าวสาลี ไรน์ บาร์เลย์ โอ้ตที่ผลิตในโรงงานเดียวกัน) น้ำตาล แอลกอฮอล์
  2. เสริมอาหารที่ดีให้ผนังลำไส้ได้แก่น้ำซุป bone broth และ omega3 จากอาหารทะเลและกินอาหารเสริมประเภท collagen หรือ L-Glutamine ว่านหางจระเข้ขมิ้นชัน
  3. กินอาหารพวก prebiotics คืออาหารของแบคทีเรียที่ดี
  4. ออกกำลังกาย ค่ะ การออกกำลังกายสามารถเพื่มปริมาณแบคทีเรียที่ดีในลำไส้ได้ 
  5. นอนหลับให้พอค่ะ เพื่อลดการอักเสบและเร่งการซ่อมแซมตัวเองของร่างกาย
  6. นั่งสมาธิ ลดเครียด เพราะความเครียดกระตุ้นให้เกิดการอักเสบหนักขึ้นค่ะ
  7. Grounding คือการยืนเท้าเปล่า สัมผัสผืนโลกนะคะ ไม่ใช่ยืนบนสนามหญ้าที่ดาดฟ้า
  8. ตากแดดตอนเช้าค่ะ 

และเมื่อผนังลำไส้เราเริ่มแข็งแรง คือ อาการกวนใจต่างๆ เริ่มลดลง เราก็ใส่ probiotics ได้ค่ะ 

การป้องกันสมองเสื่อม

การป้องกันสมองเสื่อม ตอนแก่ และป้องกันโรคซึมเศร้า ย้ำคิดย้ำทำ คือการเสริมสร้างสารสื่อประสาทในสมอง BDNF นะคะ 

ทำยังไงบ้าง

  1. ทำสิ่งใหม่ๆ เรียนรู้สิ่งใหม่ๆเสมอค่ะ ให้สมองได้สะสม information ใหม่ๆ ระบบประสาทจะสร้างมากขึ้น คือถ้าเราไม่ใช้อะไร เราก็จะสูญเสียสิ่งนั้นไปค่ะ เหมือนกล้ามเนื้อถ้าไม่ใช้ก็ฝ่อ เซลล์สมองถ้าไม่ใช้มันก็ไม่จำเป็นที่ร่างกายจะเก็บเอาไว้ให้เปลืองพลังงานค่ะ การสลับมือที่ถนัดใช้ทั้งซ้าย และขวา ให้สมองได้ทำงานเพิ่มขึ้นค่ะ 
  2. การออกกำลังกาย ช่วยกระตุ้นยีนต์ที่ทำให้เกิดการสร้าง BDNF มากขึ้นค่ะ การออกกำลังกายทุกชนิดดีหมดนะคะ แต่ที่ดีสุดคือ hiit ค่ะ คือ การทำให้ร่างกายกดดันด้วยความเครียดระยะสั้น high intensity interval training เป็นการกดดันร่างกายที่เรารู้สึกว่าทรมานนิดๆค่ะ 
  3. การนอนหลับสนิท ช่วงนอนสมองซ่อมแซมเซลล์ที่เสื่อมและขจัดโปรตีนเสียทิ้ง ทั้งนี้มีงานวิจัยว่า การนอนตะแคงช่วยให้ร่างกายขจัดโปรตีนเสื่อมได้ดีกว่านอนหงายค่ะ
  4. การตากแดด แสงอาทิตย์ทำให้เราสดชื่นนะคะ เซลล์ประสาทก็เพิ่มขึ้นด้วยเมื่อเราสัมผัสธรรมชาติ และคลายเครียด โดยเฉพาะตอนเช้า เพราะร่างกายเรามี circadian rhythm ที่เชื่อกับอาทิตย์ขึ้นและตก 
  5. การกินอาหารต้านการอักเสบ ได้แก่อาหารที่มี antioxidants ทั้งหลาย โดยเฉพาะขมิ้นและพริกไทยดำกับอบเชย และขิง ค่ะ อันนี้กี้ได้ทำเป็นรสนึงของ kombucha นะคะ ชื่อ turmeric bae หรือเรียกได้ว่าเป็น brain elixir เลยค่ะ นอกจากนี้อาหารพวก prebiotics ที่เป็นอาหารของแบคทีเรียที่ดีในลำไส้ก็ช่วยกระตุ้นให้ร่างกายสร้าง BDNF เพิ่มขึ้นได้ค่ะ นอกจากนี้ก็อาหารที่มี omega3 ที่ดีสุดคืออาหารทะเลนะคะ ถ้าไม่กินเนื้อสัตว์ก็ไข่แดงและสาหร่ายค่ะ
  6. การนั่งสมาธิค่ะ
  7. การฟังเพลง เต้นรำ สังสรรค์กับเพื่อน เพื่อคลายเครียดค่ะ

สิ่งที่ทำให้สมองเสื่อมหรือมีปัญหาย้ำคืดย้ำทำ จิตหดหู่ซึมเศร้าก็ได้แก่ ความเครียด อาหารที่เร่งการอักเสบทั้งหลายนะคะ พวกน้ำตาล อาหารสำเร็จรูปทั้งหลาย การที่ไม่ค่อยขยับร่างกายไม่ค่อยโดนแสงแดด อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ทำให้เราคิดและติดอยู่กับความรู้สึกในแง่ลบ การอดนอนบ่อยๆ การใช้สารเสพติดและการที่สมองโดนกระแทกบ่อยๆ ลองดูค่ะว่าเราทำครบ 7 ข้อมั้ยเพื่อสุขภาพที่ดีตอนแก่ค่ะ

อาหารเพื่อลดอาหารท้องอืด food for anti bloating

Food for reducing bloating

First of all you have to eliminate food that causes bloating and inflammation such as sugar, alcohol, food that contains gluten such as wheat, rye, barley and oats that produced in the same factory of wheat, dairy products, artificial sweetener, nightshades vegetable and refined vegetable oil

What we should eat then? Food that promotes healthy gut such as omega3, prebiotics(so that our gut bacteria can ferment these fibres and produce short chain fatty acids), micronutrients and for some people probiotics.

For example

Breakfast : Bone broth with turmeric or saffron for antioxidant. Omelette made with 2 organic free-range eggs, mushroom and kale sprinkled with chive or spring onion and half avocado.Use only extra virgin olive oil to cook with heat. 2-3 pieces of pineapple ,2-3 tbsp of aloe vera gel 

Lunch : bone broth with prebiotic such as lotus root, pumpkin, yam, burdock root and carrot.add some ginger and seaweed too. Pan fried wild salmon or halibut ( wild-caught cold water fish for omega3) topped with chopped purple onion and cilantro 

Dinner : something light like small bowl of salad with raw and cooked veggies such as arugula with cos and cooked baby corn cooked or raw beetroot,, sautéed mushroom, sauteed asparagus. Added  some fish for omega3 such as mackerel or anchovy,half avocado,drizzle with extra virgin olive oil + apple cider vinegar and you can add some nuts if you want such as walnut, almond and pecan(just 6-7 pieces). Half an apple. 

How long do you have to be on anti bloating diet to see the result? 

everyone has different set of DNA and react to food differently you have to try and notice yourself what is good and what not for you. There’s no one size fits all diet or solution.

If you have no severe gut problem you can add natty and sauerkraut to your meal too. 

Kombucha has trace amount of sugar which might make your bloating condition worse.

Yogurt and kefir are fermented milk you should avoid that too.

Don’t forget to masticate! Eat with mindful and chew thoroughly. Most people just take a bite, chew 3 times and swallow and that’s not good. Your saliva has enzyme and it helps breakdown the food before passing to the stomach.

Last but not least stress is always the root of all health problem. Grounding and meditation can help reduce the bloat too. Your body and mind are connected and you just can’t fix the gut by changing food only.

ตัวอย่างอาหารลดท้องอืด 

การที่ท้องอืดเนื่องมาจากแบคทีเรียในลำไส้ไม่สมดุลย์ หรือกินอาหารที่ทำให้เกิดเเก๊ส เราก็ต้องตัดอาหารเหล่านั้นออกไปก่อนนะคะ ได้แก่ น้ำตาล แป้งสาลี ข้าวไรน์ ข้าวบาร์เล่ย์ ข้าวโอ้ตที่ไม่ได้ระบุว่า gluten free แอลกอฮอล์ ผลิตภัณฑ์จากนม น้ำมันพืช สารให้ความหวานแทนน้ำตาล ผักตระกูล nightsahdes ได้แก่ มะเขือต่างๆ และพริกทุกชนิด

สิ่วที่ควรกิน คือ อาหารลดการอักเสบ ได้แก่ omega3 จากปลาทะเลน้ำเย็น หรือ อาหารเสริมยี่ห้อที่ดีนะคะ ซึ่งมีน้อยมาก อาหารที่เป็น prebiotic หรือ fiber ให้แบคทีเรียในลำไส้เราย่อยแล้วผลิต short chain fatty acids มาใช้เป็นพลังงาน อาหารที่มีแร่ธาตุและวิตามิน และสำหรับคนที่ไม่มีปัญหาผิดปกติในลำไส้อย่างรุนแรง หรือกินยากดภูมิ ก็ใช้ probiotics ได้ค่ะ 

เช่น

มื้อเช้า : น้ำซุปต้มกระดูก ใส่ ขิง พริกไทย ขมิ้น และเกลือ จะใช้กระดูกอะไรก็ได้นะคะ ขอให้ปลอดสาร และฮอร์โมน และ antiniotics ไข่ออมเล็ต ออแกนิค 2 ฟอง ทอดด้วยน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น ใส่เห็ด ผักจิงจูฉ่าย ใบโหระพา อโวคาโดครึ่งลูก ผลไม้มีสับปะรด 2-3 ชิ้น และ ว่านหางจระเข้ 2-3 ชิ้นค่ะ

มื้อกลางวัน : ปลาทะเลน้ำเย็นทอดด้วยน้ำมันมะพร้าว จะโรยขมิ้น หรือ ทาด้วยเต้าเจี้ยวญี่ปุ่นบางๆหลังทอดก็ได้นะคะ น้ำซุปต้มกระดูกใส่แซฟรอน หรือขมิ้น เพื่อเพิ่มสารต้านอนุมูลอิสระค่ะ จะใส่ผักลงไปในน้ำซุปหรือ ผัดแยกต่างหากก็ได้นะคะ ได้แก่ผักหัวและรากต่างๆค่ะ เช่น รากบัว รากโกโบ แครอท yam หน่อไม้ฝรั่ง หอมใหญ่ ผักปลัง กระเจี๊ยบ ผลไม้ก็มีแอ้บเปิ้ลครึ่งลูกค่ะ

มื้อเย็น : สลัดผักสด และ สุก ปนกันนะคะ เช่น ผักร็อคเก๊ต คอส watercress ต้นอ่อนข้าวโพดนึ่ง ฟักทองนึ่ง เผือกนึ่ง ถั่วแขกนึ่ง บีทรูทนึ่ง ราดด้วย extravirgin olive oil กับ apple cider vinegar ใส่ปลา หรือกุ้งทะเลเพิ่ม omega3 จะปลา halibut,mackerel, wild salmon หรือ anchovy ก็ได้นะคะ ถ้าอยากเพิ่มถั่วก็ใส่ walnut,almond หรือ pecan 5-6 เม็ดค่ะ

 ที่สำคัญเคียวให้ละเอียดนะคะ ในปากเรามีเอนไซม์ในน้ำลายที่ย่อยคาร์โบไฮเดรตก่อนที่จะส่งผ่านไปที่หลอดอาหารและกระเพาะค่ะ

สำหรับคนที่ไม่มีปัญหาปวดท้อง เนื่องมาจากลำไส้อักเสบจะหรือมีโรคภูมิแพ้ หรือกินยากดภูมิจะกินอาหารหมักดองก็ได้นะคะ อาหารพวกนี้มีแบคทีเรียที่ย่อยอาหารที่หมักไว้ ทำให้ร่างกายเราย่อยและดูดซึมสารอาหารได้ง่ายขึ้นค่ะ นอกจากนี้ขบวนการหมักยังมีวิตามินและกรดอะมิโนดีๆหลายชนิดค่ะ แต่สิ่งที่มีมาด้วยคือฮีสตามีน สำหรับคนที่ไม่มีปัญหาร่างกายหลั่งฮีสตามีนมากเกินปกติก็กินได้ไม่มีปัญหานะคะ ที่แนะนำก็มีนัตโตะ กับ sauerkraut ค่ะ เพราะ kombucha ยังคงมีน้ำตาลอยู่เล็กน้อย และ yogurt กับ kefir ก็ทำจากนม ค่ะ

ต้องกินกี่วันถึงเห็นผล

อันนี้แล้วแต่คนค่ะ แต่ละคนมี DNA ต่างกัน การตอบสนองต่ออาหารก็ต่างกัน เราต้องไปสังเกตตัวเองนะคะ ว่าอันไหนดี อันไหนได้ผล อันไหนทำให้อาการแย่ลง 

สุดท้าย ร่างกายทำงานเป็นระบบนะคะ การจะแก้ปัญหาที่ท้อง ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนอาหาร แต่เป็นการเปลี่ยน การใช้ชีวิต เพราะการใช้ชีวิตแบบที่คุณทำมา ถึงส่งผลเช่นนี้ ถ้าต้องการแก้ผลลัพธ์ เราต้องแก้ที่การใช้ชีวิตค่ะ ทั้งอาหาร การออกกำลังกาย การนอน การลดเครียด มีสติ หัดปล่อยวาง มองโลกในแง่ดี มีน้ำใจต่อกัน ให้อภัยตนเอง เป็นต้นค่ะ